ผมเคยได้ยินหลวงพ่อ พูดสอนว่า...
"วัดน่ะอยู่เฉยๆ คนนั่นแหล่ะที่มาทำให้วัดไม่สงบ วัดไม่ได้ทำอะไร"
ต้องขอขอบพระคุณต่อข้อมูลที่เป็นประโยชน์
เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ จะได้ถูกกราบเรียนไปยังหลวงพ่อ
และ/หรือ คณะกรรมการวัด เพื่อการปรับปรุงต่อไป.
และขออนุโมทนาต่อบุญกุศลในการมุ่งปฏิบัติธรรมของท่าน
โดยส่วนตัว ผมได้เคยสนทนาธรรมกับพระคุณเจ้าที่วัด
ในเรื่องต่างๆเหล่านี้บ้าง ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำว่า
ให้พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นและเข้ามากระทบต่อจิตของเราขณะปฏิบัติ ว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จัดเป็น เครื่องสอบอารมณ์ตัวเราเองด้วยเช่นกัน
ถ้าเราไม่ปล่อยวาง ยังคอยแต่ "ส่งจิตออกนอก-เพ่งโทษผู้อื่น-เก็บมาเป็นอารมณ์
หรือคิดปรุงแต่งต่อ" การปฏิบัติของเราก็จะไม่ก้าวหน้า เพราะการเจริญสติ คือ
การกำหนดรู้และอยู่กับจิต อันเป็นปัจจุบันของตนเอง ดังพุทธวจนที่สอนว่า...
"อย่ามัวแต่คร่ำครวญถึงอดีต อย่ามัวแต่เพ้อฝันถึงอนาคต จงเจริญสติและตั้งสมาธิอยู่กับปัจจุบัน"
Do not dwell in the past, do not dream of the future, Concentrate the mind on the present moment."
การที่พระอาจารย์หรือหลวงพ่อกำหนดให้ผู้ปฏิบัติธรรม "ปิดวาจา"
ก็ด้วยเหตุนี้เช่นกัน บางคนท่านให้กำหนดปิด 7 วัน 9 วัน หรือบ้างเป็นเดือนก็มี
สำหรับ "เด็กวัด/แม่ชี" หรือแม้กระทั่ง "พระสงฆ์" ที่จำอยู่ที่วัด.
เพื่อมิให้ "กรรมฐานรั่ว" และ "ไม่ทำบาปด้วยการใช้วาจากับผู้อื่น" ?
สำหรับผมต่อเรื่องนี้ ในฐานะที่ได้พบเห็นผู้ปฏิบัติธรรม ที่วางตัวไม่เหมาะสมอยู่ประจำ
บ่อยครั้ง ผมมักใช้ธรรมะตามพุทธสุภาษิตที่ว่า...
ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว
เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ ก็จะทำให้สบายใจ ปล่อยวาง จิตไม่ขุ่นข้องมัวหมอง
ไม่คอยจ้องโกรธ เพ่งโทษผู้อื่น เพราะที่สุดแล้ว .
กมฺมุนา วตฺตตี โลโก
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม..
ขอให้เจริญในธรรมครับ... 