1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

พิมพ์

เขียนโดย Admin วันพุธที่ ๐๙ มิถุนายน ๒๕๕๓

วิธีการปฏิบัติอย่างไร จึงจะเกิดสมาธิ


คำถาม เราจะปฏิบัติอย่างไร จึงจะเกิดสมาธิ เพราะเวลานั่งสมาธิ จะนั่งไม่ค่อยได้
ตอบ ขอถามต่อไปว่านั่งไม่ค่อยได้ หรือกำหนดไม่ได้คำถามนี้ไม่ชัดเจน หากกำหนดไม่ได้ ให้พิจารณาดูว่าขณะนั้นกำลังวิตกกังวลเรื่องอะไรอยู่หรือไม่ ผู้ปฏิบัติต้องตัดภาระหรือตัดความกังวลใจทุกอย่าง โดยให้รู้ปัจจุบันว่าทำอะไร พยายามปล่อยวางทุกอย่างให้ได้ก่อน กำหนดดูเวทนาของตนเองตามอาการที่เกิดขึ้นและสังเกตว่าเรามีสมาธิได้กี่นาที แล้วค่อยๆ กำหนดเพิ่มเวลาขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้านั่งไม่ได้ เนื่องจากเกิดจากสังขารร่างกายมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เช่น ปวดขา ปวดเข่า ผู้ปฏิบัติอาจเลือกนั่งอิริยาบถใดก็ได้ แต่ให้กำหนดองค์ภาวนาตามสติให้ทันเท่านั้นเอง

คำถาม การกำหนดพองหนอ ยุบหนอนั้นได้เป็นช่วงๆ และเมื่อออกจากสมาธิจะคลื่นไส้ทุกครั้งไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร
ตอบ อาการคลื่นไส้นั้น ถ้าผู้ปฏิบัติมีสมาธิจริงๆ มันจะเกี่ยวกับระบบของร่างกาย คือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม อยู่ในร่างกายถามว่ามันปกติหรือเปล่า โดยปกติอาการหลังจากออกสมาธิแล้วเกิดอาการคลื่นไส้ อาจจะเป็นอาการของคนง่วงนอน แต่ไม่ได้นอน หรือนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อมานั่งสมาธิ จึงทำให้เกิดอาการง่วงคือ ถีนมิทธะ เข้าครอบงำ เมื่อฝืนอาการนั้นไป เวลาจะออกจากสมาธิ ลมแปรปรวนในท้องไส้ก็คือธาตุแปรปรวนนั่นเอง ทำให้รู้สึกอยาก จะอาเจียน แต่ก็ไม่อาเจียน การที่กำหนดพองยุบได้เป็นช่วงๆ นั่นแสดงว่ายังมีโอกาสทำได้อยู่ คือกำหนดได้เป็นช่วงๆ ถ้าไม่ได้เลยก็ต้องดูกันนานอีก ผู้ปฏิบัติจะกำหนดให้ได้ตลอด ก็ต้องใช้เวลาฝึกปฏิบัติกันนาน ต้องขยันภาวนานานสักหน่อย ขยันดูสภาวะให้ละเอียด ตรงนี้หากเกิด อาการคลื่นไส้ทุกครั้ง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องวิตกกังวลกับสภาวะนั้น อาการคลื่นไส้เป็นเรื่องปกติของสภาวะของธาตุที่พยายามแปรสภาวะให้มันเป็นหนึ่งเดียว ให้เป็นสมาธิบางครั้งมาปฏิบัติธรรมในห้องแอร์ ผู้ปฏิบัติอาจจะไม่คุ้นเคยทำให้เกิดการแปรปรวนของธาตุต่างๆ ในร่างกาย อาตมาก็ยังเป็นโรคแพ้แอร์ สมัยที่ไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยมหิดล ห้องเรียนเล็กๆก็แพ้แอร์ทุกครั้ง เป็นโรคเมาแอร์ วิธีแก้คือการออกมาเดินจงกรม นั่งสมาธิ ขับลมปราณให้เหงื่อออกมากๆ เมื่อเหงื่อออกมาก อาการดังกล่าวก็หายไปเอง ยกตัวอย่างเมื่อวานนี้อาจจะเห็นอาตมาหน้าซีดไป นั่นเพราะแพ้แอร์ จึงต้องออกไปปรับตัวก่อน จึงรู้สึกดีขึ้น นี่ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ยังเห็นอาการพองหนอ ยุบหนอ เมื่อร่างกายปรับอุณหภูมิได้ปรับธาตุได้ อาการนั้นมันก็จะหายไปเอง

คำถาม เวลานั่งสมาธิ สติกำหนดที่หน้าท้องไม่เห็นสภาวะใดๆ ไม่รู้สึกว่าพองหรือยุบ แต่กลับรู้สึกเหนื่อย
ตอบ แสดงว่าผู้ปฏิบัติคนนี้ตามลมมากเกินไป ให้ดูอาการของท้องพอง ดูอาการของท้องยุบ ไม่ต้องไปตามลมเข้า ตามลมออกเหมือนสูบลมเข้ายางรถวิ่งขึ้นวิ่งลง การปฏิบัติเช่นนั้นจะมีอาการเหนื่อย แต่อาการเหนื่อยจะไม่มากเท่าไรนัก พอสักระยะหนึ่งอาการเหนื่อยจะหายไปเอง รูปของอาการพองยุบก็ชัดเจนขึ้นมาเองเหมือนกับมันขึ้นตามลม ชักขึ้นชักลง ตามลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ซึ่งการตามลมหายใจจะรู้สึกเหนื่อยได้โดยให้กำหนดดูแค่ท้องพอง ท้องยุบเท่านั้นก็พอ หากท้องพองก็กำหนดพองหนอ และท้องยุบให้กำหนดยุบหนอ เหมือนเราดูทีวี เช่น เขาแสดงเป็นตัวละครบทบาทอะไร เขาจะแสดงเป็นพระเอก เป็นนางเอก เป็นนางร้าย เป็นลูก เรามีหน้าที่แค่ดูเท่านั้น เราไม่ได้เป็นผู้กำกับ หรือแสดงเอง แต่หากตราบใดที่เราแสดงเอง เราจะเหนื่อยเพราะจะต้องร้องไห้บ้าตามตัวละครไป ฉะนั้นสังเกตดูตามอาการของท้องพอง ท้องยุบเท่านั้นเอง

คำถาม เมื่อกำหนดดูลมหายใจ ยุบหนอ พองหนอ จะเร็วมาก ทำให้การหายใจติดจะเร็วไป ควรแก้ไขอย่างไร
ตอบ อันที่จริงเขาให้ภาวนาพองก่อนแล้วค่อยยุบ หายใจเข้าท้องมันพอง หายใจออกท้องมันยุบ เหมือนการสูบลมเข้ายางรถยนต์ เมื่อฉีดหัวฉีดลมเข้าไปในล้อรถ ยางรถก็จะพองขึ้น นั่นคือรูปพองฉะนั้นกำหนดว่าพองหนอ ยุบหนอ ตรงนี้คือต้องกำหนดพองก่อนแล้วค่อยกำหนดยุบ การหายใจติดจะเร็วนั้น จะหายใจเร็วหรือหายใจช้าไม่ใช่ตัวปัญหา มันจะเร็วหรือจะช้าก็ช่างเขา เรากำหนดดูให้รู้ว่าหายใจเร็วหรือหายใจช้า หน้าที่ของเราคือดูให้รู้ว่าเร็วหรือช้าเท่านั้น โดยให้ เข้าใจและให้รู้จักว่าเร็วหรือช้า ไม่ใช่ว่ากำหนดให้เร็วหรือช้าตามสภาวะนั้น เราจะให้มันพอใจหรือดีใจก็ไม่ได้ แต่ให้ดูเฉพาะอาการเท่านั้นเอง ผู้ปฏิบัติอย่าไปกำหนด อย่าไปจับ ถ้าเราไปจับอาการนั้นแล้วมันจะรู้สึกเครียด อาตมาสังเกตหน้าตาของหลายท่านเครียดเหลือเกิน เพราะไป จับอาการตามใจตัวเอง สภาวะโดยแท้จริงไม่เป็นตามที่เราคิดว่ามันจะเป็นของมันอย่างนั้น เราจะเป็นเพียงผู้รู้ ผู้ดู ผู้เห็น รู้แล้วปล่อยวางภาษาโบราณพูดว่าปลง รู้แล้วปลง รู้แล้วปล่อยไป นั่นคือหน้าที่ของเราจิตก็ไม่สะสมหมักหมม เพราะหากเป็นเช่นนั้นจิตจะเน่าข้างในกลายเป็นความเครียด

คำถาม นั่งสมาธิแล้ว มักคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆนาๆ
ตอบ หากคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอะไร ให้กำหนดคิดหนอๆ ถ้ามันไม่หยุด เราหยุดกำหนดคิดหนอ กำหนดพองหนอ ยุบหนอ เท่านั้นเอง ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว มันจะกลายเป็นปรุงแต่งและฟุ้งไป ซึ่งตรงนี้หากคิดฟุ้งไปต่างๆ นาๆ เราแก้ไขอย่างไร เราก็ต้องกำหนดคิดหนอๆ สัก ๔-๕ ครั้ง แล้วก็หยุดกำหนด หลังจากนั้นก็กำหนดพองหนอ ยุบหนอ พอกำหนดพองหนอ ยุบหนอ มันจะคิดหรือไม่ ตอบว่ายังคิดอยู่ แต่อาการคิดมันอยู่ในขอบเขต เหมือนมีเชือกผูกไว้ กำหนดองค์ภาวนาคือ พองหนอ ยุบหนอ ให้ติดต่อกันโดยอย่าให้ขาดช่วง ขาดสาย วิธีนี้ทำให้ตัดความคิดนั้นได้ แต่ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วตัดได้หรือไม่ ตอบว่าตัดไม่ได้หรอกเพราะจิตของเรายังมีช่องว่างอยู่ มันย่อมมีสิ่งมาแทรกระหว่างตรงกลาง หากมีตัวเชื่อมซึ่งกันและกัน ตัวที่จะแทรกก็ไม่มีเพราะเรามีองค์ภาวนาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีองค์ภาวนาบริกรรมอยู่ตลอดเวลา ความคิดอื่นๆ ที่เข้ามาแทรกแวบเดียวแล้วก็หายไป แต่หากเรานั่งไปคิดยาว คิดทั้งเรื่องอดีต คิดเรื่องอนาคตบ้าง คิดไปนานานับประการจึงจับต้นชนปลายไม่ได้ เราต้องกำหนดภาวนาให้มากขึ้น อินทรีย์ในที่นี้ไม่ใช่ร่างกายอย่างเดียว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราเรียกว่าอินทรีย์แต่ยังไม่พูดถึงเรื่องอินทรีย์ แต่ขอพูดเฉพาะตรงนี้ก่อน นี่คือการกำหนดความคิดหรือตัดความคิด โดยไม่ได้ตัดคำภาวนา การกำหนด อาการพองหนอ ยุบหนอ คือการบริกรรมอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันความคิดต่างๆ มันจะแทรกซึมตลอดเวลา ถ้ากำหนดบริกรรมภาวนาอยู่ตลอดเวลา ตัวฟุ้งมันจะหายไปเอง นี่คือวิธีการตัดความคิด หรือวิธีการสกัดความคิด

คำถาม เวลานั่งสมาธิรู้สึกสมองมันตื้อ แต่ไม่ง่วง มันเหมือนอาการจะหลับแต่ไม่หลับ มันรู้สึกหนักที่ศีรษะ
ตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่ามันจะเกร็งเกินไป ต้องพยายามขยับตัว ลองขยับเท้า หรือวิธีง่ายๆ คือการลุกเดินไปข้างนอกไปออกกำลังกาย หมุนซ้าย หมุนขวา ไปสร้างสติสักครู่หนึ่ง ทำร่างกายให้รู้สึกเบาเสียก่อน อย่างเช่นเมื่อเวลาเราเดินหรือนั่งก็เช่นกัน พยายามจัดท่านั่งให้สบาย ไม่ให้ก้มศีรษะเพราะถ้าก้มศีรษะมากๆ การหมุนเวียนโลหิตจะไม่ดี มันไม่สมดุล เรานั่งสง่าเหมือนกับดูพระพุทธรูปนั่งไม่มีพระพุทธรูปองค์ใดที่ปั้นมา หน้าง้ำ หน้างอ มีแต่พระพุทธรูปนั่งหน้าตรงหรือหลังตรง นั่นแสดงถึงทัศนะ วิธีการตรงเที่ยงแห่งการวางสรีระรูปกาย มันเป็นระบบของสรีระศาสตร์ที่จะมีส่วนเชื่อมสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกันระบบการถ่ายเทของลม ของเลือด การถ่ายเทหมุนเวียนของอากาศหรือของอุณหภูมิในร่างกาย มันสัมพันธ์กันไปหมด ซึ่งได้เคยบอกไปแล้วว่าในร่างกายของคนเรามีประจุไฟฟ้าขั้วบวกกับขั้วลบอยู่ในตัว มันเป็นระบบนิเวศวิทยาไปในตัว หากเราไม่สร้างเขื่อนกักกั้นไม่ให้มันถึงกันก็ไม่เป็นไร ระบบการถ่ายเทจะเป็นไปโดยธรรมชาติระบบนิเวศวิทยาเปลี่ยนหมุนเวียนทดแทนโดยธรรมชาติ คำว่าไม่ง่วงแสดงว่าหนักศีรษะ รู้สึกมึนสะลืมสะลือ แก้ได้โดยออกไปเดินข้างนอก เอามือเคาะสมองสักหน่อย เอามือเขย่าศีรษะสักหน่อย แล้วค่อยมานั่งสมาธิใหม่อีกครั้ง

คำถาม กำหนดอาการไม่ทันบ้าง กำหนดได้ลางๆบ้าง แสดงว่าจะหลับก็ไม่หลับ แสดงอาการซึมๆ ควรจะทำอย่างไร บางครั้งรู้สึกเสียววูบวาบในตัว ปั่นป่วนในตัว กำหนดไม่ได้ควรแก้ไขอย่างไร
ตอบ ผู้ปฏิบัติลองทำอย่างที่แนะนำไปข้างต้นคือลุกไปออกกำลังกายข้างนอก ส่วนอาการปั่นป่วนในตัว ก็ไม่ทราบว่าอาการมันเสียวเป็นอย่างไร มันเสียวลักษณะไหน มันจะปวดหรือเปล่า หรือ มันกระตุก ไม่เข้าใจว่าเสียววูบวาบในตัว มันร้อนๆ หนาวๆ หรือเปล่ามันเสียวในตัวเหมือนลักษณะอุณหภูมิในร่างกายยังปรับไม่ได้หรือไม่ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องอดทนและให้ค่อยๆ ทำไป จนอุณหภูมิในร่างกาย ปรับธาตุต่างๆ ได้ อาการดังกล่าวจะหายไปเอง

คำถาม เวลาเดินจงกรม ควรรู้สึกรู้อยู่ที่อาการย่าง กับน้ำหนักที่ลงอีกข้างหนึ่งเกือบพร้อมกัน จะกำหนดสติให้รู้อยู่ที่การย่างได้อย่างไร
ตอบ กำหนดทีละเท้า เช่น เมื่อกำหนดจิตอยู่ที่เท้าขวากำหนดขวาย่าง...หนอ ยก...หนอ... กำหนดย่าง...หนอ... ส่วนหนอก็ลงเป็นปัจจุบันอารมณ์ คำว่าหนอเป็นสัมปชัญญะบอกชัดเจนว่า มั่นคงแล้ว คำว่าหนอนี้เป็นการตัดภพตัดชาติได้เจ็ดชาติแต่ละครั้งที่กำหนด เพราะสติของเราอยู่ที่ยก ย่าง เหยียบ อยู่ตลอดเวลา เช่นเมื่อเดินจังหวะที่ ๑ กำหนดขวาคือจิตของเราจับที่เท้าขวา เมื่อกำหนดย่างจิตอยู่ที่อาการย่างเท้า เมื่อกำหนดหนอเท้าเหยียบถึงพื้นเต็มฝ่าเท้าการกำหนดอย่างนี้จะได้ปัจจุบันอารมณ์แต่ถ้ากำหนดไม่ได้ปัจจุบันอารมณ์ อาการอื่นก็จะแทรกพอซ้าย ย่าง หนอ จิตกำหนดจับที่เท้าซ้าย อาการย่างก็เสือกเท้าไปข้างหน้า อาการเหยียบ เท้าก็เหยียบลงพื้น กำหนดหนอ นั่นคือปัจจุบันอารมณ์ กำหนดให้ได้ปัจจุบันอารมณ์ แต่ถ้าเดินไม่ได้ปัจจุบันอารมณ์มันก็เกิดความเคว้งคว้าง มันจะหกคะเมนล้มไปบ้าง แสดงว่าการเดินมีสมาธิน้อยไป

คำถาม นิวรณ์ด้านฟุ้งซ่าน กายเดิน แต่จิตคิดไปตรงอื่นหรือจิตคิดบอกว่าขวาย่างหนอ แต่เท้าตามทีหลังไม่พร้อมกันบางที บอกว่าซ้ายย่างหนอ เท้าไปแล้ว แต่ปากว่าทีหลัง จิตมันสั่งทีหลัง มันไม่สมดุลกัน มันไม่พร้อมกัน
ตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้น เป็นการกำหนดไม่ได้ปัจจุบันอารมณ์จึงเกิดการรั้งไว้ ฉะนั้นพยายามเดินให้ได้ปัจจุบัน ตรงไหนที่ย่างก็ย่างเหยียบก็เหยียบ ขวาก็คือขวา ไม่ใช่ย่างเท้าขวา แต่กำหนดซ้ายย่างหนอแทน เราจึงเรียกว่าสติเป็นตัวสำคัญ ถ้าเดินอย่างมีสติ มันก็จะไปพร้อมเพรียงกันได้ เราต้องพยายามตั้งสติแล้วกำหนดอย่างช้าๆ

คำถาม เวลานั่งสมาธิ กำหนดพองหนอ ยุบหนอ รู้สึกอึดอัด เพราะเกิดลังเลว่า ใช่พองหรือไม่ หรือใช่ยุบหรือไม่
ตอบ ทำไมเราต้องลังเลกับมันละ ท้องพองก็กำหนดพองหนอ มันยุบก็กำหนดยุบหนอเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปสงสัยหรอก พองหรือยุบ นี่คือหลักการง่ายๆ ไม่ต้องไปสงสัยว่าใช่หรือเปล่า หากต้องการรู้ว่าอาการพองมากๆ เป็นอย่างไร เราลองหายใจเข้าแล้วยืดตัวขึ้นนิดหนึ่ง ให้พยายามทำไปก่อน หากไม่เคยทำแล้วจะให้มันได้เลย มันคงไม่ได้หรอก เราต้องใช้เวลาปฏิบัติสักหน่อย อาตมาทำกรรมฐานเดือนหนึ่งเต็มๆ ยังหาพองยุบไม่เจอ เหมือนกับพระนักเทศน์ที่ตั้ง นะโม เดือนหนึ่งยังตั้งนะโมไม่ได้ จะเห็นว่าไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะอาตมาเคยฝึกปฏิบัติอย่างอื่นมาจนเกิดชำนาญการแล้ว แต่พอมาภาวนาพองยุบ มันจึงทำไม่ได้ แทบจะร้องไห้ นั่งจนจีวรเปียกเลย นั่งกลางแดดก็แล้ว ฝนตกก็แล้ว ยังทำไม่ได้ เมื่อตั้งจิตตายเป็นตายผลสุดท้ายมันกลัวตาย มันจึงได้เห็นพองยุบ พอเห็นพองยุบ มันก็มีทางเดินอย่างกว้างขวางซึ่งถ้าไม่สู้ มันไม่เห็นพองยุบ เราก็คงไม่ได้อะไร หากเราอยากจะกินรสชาติหวานอร่อย มันต้องสู้สักหน่อย อย่าเพิ่งท้อถอย การนั่งกรรมฐานที่ผ่านมา ใครเคยได้ยินหรือไม่ว่านั่งกรรมฐานแล้วตายไปเลย หรือไม่ได้เลย ส่วนมากจะได้ยินว่านั่งกรรมฐานแล้วได้ประโยชน์อาตมารู้จักพระเพื่อนกันที่นั่งกรรมฐานจนตาย แต่ไม่ได้ตายเพราะนั่งกรรมฐานตาย แต่เพราะเบื่อหน่ายสังขาร อยู่ที่ปากช่องนี่เอง ท่านมาพูดให้ฟังว่านั่งแล้วเห็นแต่ซี่โครง ทำไมคนเราต้องเวียนว่ายตายเกิดรู้ตัวเองว่าเกิดมาแล้ว มีแต่ทุกข์ทรมาน สุดท้ายก็ตั้งสัจจะว่าภายใน ๓ เดือนนี้ จะตายเวลาไหนก็พร้อมละสังขาร ท่านก็นั่งสมาธิตาย แต่ท่านไม่ได้ตาย เพราะไม่มีประโยชน์ แต่ตายเพราะได้สมาธิแล้วถึงตาย ท่านเป็นโรคมะเร็งแล้วไม่ยอมรักษา แต่สู้จนได้คุณธรรม รู้อย่างไรว่าได้คุณธรรม เพราะได้มาพูดมาเจรจาให้ฟัง อาตมาก็ไล่ดูจับดูธรรมรู้ว่าคนที่ได้คุณธรรมต้องบรรลุธรรมสังโยชน์ ๑๐ ไล่ไปทีละข้อ พระโสดาบันละสังโยชน์ ๓ ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ส่วนพระสกทาคามี ละสังโยชน์ ๓ ข้อ เช่นเดียวกับพระโสดาบันและสามารถทำราคะ โมหะ โทสะ ให้เหลือเบาบางลง พระอนาคามีละสังโยชน์ ๕ ข้อ คือ เพิ่มจากพระโสดาบันอีก ๒ ข้อคือละกามราคะ ปฏิฆะ พระอรหันต์ละสังโยชน์ ๑๐ (เพิ่มอีก ๕ ข้อจากพระอนาคามี คือ รูปราคะ อรูปราคะมานะ อุทธัจจะ อวิชชา) ตัดกามคุณทั้งหมดแค่นี้เอง พระพุทธเจ้าทรงวางแผนหรือทรงวางข้อวัดไว้อย่างชัดเจน โดยวัดว่าคนไหนได้บรรลุธรรมแล้วขอให้โยคีผู้ปฏิบัติทุกท่านพยายามปฏิบัติต่อไป โดยไม่ต้องสงสัย จากที่มีคำถามต่อว่าเมื่อกำหนดพองหนอ ยุบหนอไม่ได้ จึงเปลี่ยนมากำหนดลมหายใจเข้าออก ทำให้รู้สึกเบาขึ้น อาตมาตอบว่าก็สามารถทำได้ นี่คือการตั้งจิตไว้ในเบื้องต้น เรามักชอบลมหายใจเข้าออก เพราะมันเบา แต่หากเราทำจิตใจให้มันชอบพองหนอ ยุบหนอ เราสนุกกับพองหนอ ยุบหนอ มันก็เบาเช่นกัน ทุกองค์ภาวนาเป็นเพียงเส้นทางจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มต้นเดินทางไปครึ่งทาง เราจะเลือกทางเดินของเราเอง เหมือนอุปมาดั่งพ่อค้าที่จะไปขายของ ต้องเดินทางด้วยเรือสำเภา พอเดินทางข้ามฟากแล้ว ถามว่าพ่อค้าจะแบกเรือข้ามไปขายของหรือไม่ คำตอบคือว่าไม่ เพราะการแบกเรือข้ามฟากมันหนัก

องค์ภาวนา...เป็นบทนำสู่ความสงบ
    องค์ภาวนาพองหนอ ยุบหนอ พุทโธ สัมมา อะระหัง นะมะ พะธะ นะโมพุทธายะ เกิด ดับ ไหว นิ่ง นี้เป็นเพียงบทนำไปสู่ความสงบ และเกิดสมาธิได้ง่าย สุดท้ายเราไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้ไปกำหนด เราจะกำหนดแต่สภาวธรรมขั้นสูงที่เกิดขึ้น เปรียบเหมือนกับเจดีย์กับยอดเจดีย์ เราจะเห็นว่าฐานเจดีย์จะกว้าง ยอดเจดีย์จะแหลมสุดที่เดียว นั่นคือเขาสร้างจากปริศนาปรัชญาสอนธรรมแห่งพุทธศาสนา แม้การสร้างพระพุทธปฏิมากรที่มีเกศแหลมก็เช่นกัน จะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะยืน จะนั่ง หรือจะนอน แต่สุดท้ายก็วนเข้าเกศแหลม ซึ่งทุกคนต้องทิ้งทั้งหมดดูแต่สภาวะคือสภาวะอาการพอง สภาวะอาการยุบ สภาวะ อาการปวด สภาวะอาการเจ็บ สภาวะเมื่อย นี่คือเรามีหน้าที่ดูสภาวะอาการที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นคนบังคับหรือเป็นคนแต่งบทละคร แต่มันเป็นของมันเอง จึงเรียกว่าปรมัตถสภาวะ พูดไปจะเป็นเรื่องหนักเกินไป เกรงว่าจะตามไม่ทัน อาตมาจะพูดเรื่องสภาวะปรมัตถ์ในคราวต่อไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตัวภาวนาเป็นแต่เพียงทางผ่านหรือดอกไม้ริมทางเอามาหลอก ไม่ให้จิตของเราแกว่งไป ในที่นี้คือลิง พระพุทธเจ้าตรัสว่าจิตของเราเปรียบเหมือนลิง ลิงมันกระโดดโลดเต้นไป เจ้าของจึงผูกล่ามโซ่ไว้ที่คอ เปรียบว่าจิตของเรา มีตาเหมือนงู มีหูเหมือนจระเข้ จิตเหมือนสุนัขบ้าน ตาเหมือนงูที่มันจะคอยมองคนอื่น คอยเหลือบมองคนอื่นเรื่อยๆ ไป มันมองด้วยจิตที่มีความรู้สึกในตัว เราก็มองธรรมดา ไม่ว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนั้นไม่เป็นอย่างนี้ เราไม่ปรุงแต่งจิต ถ้ามองด้วยสติตัวเองควบคุมอยู่ เราจะมองเฉยๆ เช่น คนสักว่าคน ผู้หญิงสักว่าผู้หญิง ผู้ชายสักว่าผู้ชาย แต่สูงขึ้นไปไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย มีแต่ธาตุเท่านั้น โดยไม่มีตัวตน

คำถาม จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิทุกครั้ง
ตอบ ถ้าถามว่าจำเป็นหรือไม่ ตอบว่าไม่จำเป็น ถ้านั่งสมาธิแล้วเดินได้หรือไม่ ตอบว่าได้ เดินแล้วนั่งได้หรือไม่ ตอบว่าได้แต่ถ้าเราเดินแล้วค่อยนั่ง พลังกับสมาธิมันจะไปได้ดี ยกตัวอย่างอาตมาเดินข้างนอกแล้วมานั่งเลย โดยไม่ได้เข้ามาเดินข้างในห้องนี้ ก็นั่งได้เลย ส่วนวิธีการนั่งแล้วค่อยเดิน ก็สามารถทำได้ แต่ขอให้เราจับสภาวะให้ได้ การที่เราจะทำสภาวะใดหรืออิริยาบถใด ให้เลือกทำได้เลยเจ้าหน้าที่จะคอยดูและช่วยสนับสนุนเท่านั้นเอง ถ้าเราทำถูกทำดีเขาก็สนับสนุน ถ้าเราทำผิด เขาก็คอยบอก เป็นผู้คอยชี้ขุมทรัพย์ให้บางทีชี้ขุมทรัพย์กลายเป็นพญามาร แต่ยังไม่พูดถึงเรื่องพญามาร ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจะนั่งหรือเดินก่อน ก็สามารถเลือกทำได้ หากเดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิภาวนา สมาธิจะตั้งมั่นได้ไวและนั่งได้นานเท่านั้นเอง

คำถาม ถ้านั่งสมาธิแล้วง่วงจะทำอย่างไร
ตอบ หากนั่งสมาธิแล้วง่วง พระพุทธเจ้าทรงแก้อาการง่วงของพระโมคัลลานะพระองค์ตรัสว่า พระโมคัลลานะเธอง่วงขนาดนั้นก็เอามือลูบตัว ลูบหน้า ลูบหัว ถ้าไม่ไหวก็แยงหู ถ้าไม่ไหวก็ดึงหูถ้าไม่ไหวก็ดึงเส้นขนจมูก ถ้าไม่ไหวก็ล้างหน้า ถ้าไม่ไหวก็ไปนอนหลับเสียก่อน อาตมามีวิธีแก้แม่ชีนั่งหลับมาหลายปี วิธีแก้ก็คือนั่งหันหน้าเข้าหาเสา โดยที่จริงไม่ได้หลับจริงหรอก แต่เป็นอาการของมายาของจิตมันหลอก พอกลับถึงห้องตาใสแป๋ว ฉะนั้นเราอย่าหลงมายาของจิต เขาเรียกว่ามายาสาไถของจิต ถ้าแก้ไม่ได้ก็ล้างหน้าล้างตาถ้าไม่ไหวก็ลองนั่งหันหน้าเข้าหาเสา ถ้าไม่ไหวก็นอนสมาธิเสียก่อนคือการนอนกำหนดภาวนาพองยุบนั่นเอง

คำถาม เหตุใดจึงเรียกผู้ปฏิบัติธรรมว่าโยคี
ตอบ โยคีมาจากโยคาวจรแปลว่า ประกอบความเพียรผู้เจริญภาวนา ผู้หยั่งลงสู่ความเพียร หรืออาจหมายถึงผู้เห็นภัยในวัฏฏะในการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง โยคีคือผู้ปฏิบัติเป็นอันเดียวกัน ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในกรุงโกสัมพีก็มีพระภิกษุนั่งฟังธรรมอยู่ด้านขวา อุบาสกอุบาสิกานั่งฟังธรรมอยู่ด้านซ้าย พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุทั้งหลายไม่ได้ตรัสว่าอุบาสกอุบาสิกา พระองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าพระก็ว่าพระภิกษุทั้งหลาย แต่พระองค์จะตรัสว่าภิกษุทั้งหลายในหลายๆ สูตรในพระไตรปิฎก คือรวมทั้งผู้ปฏิบัติธรรมอุบาสกอุบาสิกา พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องจิต ไม่ได้ตรัสเรื่องรูปกายจิตของผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา นั่นคือผู้เป็นภิกษุ ผู้ปฏิบัติมีศีล สมาธิ ปัญญาบริสุทธิ์ นั่นคือผู้เป็นภิกษุไม่ต่างกัน คำว่าโยคีก็คือผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ประกอบความเพียร เป็นผู้เห็นภัย เป็นผู้ออกจากทุกข์

คำถาม เวลานั่งสมาธิจะเกิดอาการปวดขามากจนบางครั้งทนไม่ไหว จะเปลี่ยนอิริยาบถได้หรือไม่
ตอบ หากทนได้ก็ทนไปก่อนสักระยะหนึ่ง ถ้าทนไม่ไหวจริงๆก็ค่อยขยับเปลี่ยนอิริยาบถ แต่ต้องเปลี่ยนอย่างมีสติ ถ้าจริงๆ แล้วควรลองทนไปสักระยะหนึ่ง ทนไปดูว่าอาการปวดนั่น มันจะข้ามไปได้หรือไม่ มันปวดมาตั้งแต่อดีตชาติที่เรายังไม่ได้เกิด มันปวดข้ามภพข้ามชาติ ในคำสวดมนต์สาธยายว่าขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก มันหนักตรงไหนละยกตัวอย่าง บางคนนั่งเล่นไพ่กันทั้งวัน ไม่เห็นมันปวดอะไรเลย ผู้ปฏิบัติคนใดที่เคยเล่นไพ่ลองคิดดูว่าทำไมนั่งได้ทั้งวัน โดยไม่มีอาการปวดเกิดขึ้น นั่งได้สบายมาก แต่พอมานั่งสมาธิ มันรู้สึกปวดทรมานเหลือเกิน ดังนั้นให้พิจารณาดูว่าสังขารเป็นของไม่เที่ยง มันเกิดขึ้นแล้วมันจึงเกิดทุกข์ทุกข์ตัวนี้โยคีผู้เห็นภัยจึงไม่อยากเกิดเป็นมนุษย์ ถามว่าเกิดเป็นเทวดา ทุกข์หรือไม่ ก็ทุกข์เหมือนกันไม่ว่าเทวดาชั้นไหน ก็ยังมีทุกข์อยู่ ฉะนั้นลองทนไปสักระยะหนึ่ง อดทนไปดูว่ามันจะเป็นอย่างไร อาตมาบอกให้ดูทุกข์แล้วเราจะออกจากทุกข์ได้ เข้าใจทุกข์ดูว่ามันปวดตรงไหน ปวดจนกระดูกมันแตกหรือไม่ ให้ดูลงไปสักระยะก่อนพิจารณาอาการปวด สู้กับมันไปก่อน จะรู้ว่าปวดแวบเดียวก็เปลี่ยนไปเลย แต่ความปวดยังคงอยู่เช่นเดิม ถ้าเราทนปวดได้ครั้งนี้ ได้ ๑ ชั่วโมงครั้งต่อไปได้ ๒ ชั่วโมง ตามลำดับ ความปวดจะขยับเลื่อนชั้นขึ้นไปมันก็มีอาการปวดอยู่ตลอดเวลา แต่ปวดแล้วทนได้ นี่คือวิธีการต่อสู้และแก้ไข

คำถาม คำว่าอนุโมทนามิ แปลว่าอะไร
ตอบ คำว่าอนุโมทนามิ คำว่าสาธุ สาธุ อะหังเป็นเอกวจนะ มะยังเป็นพหุวจนะ อนุโมทนา แปลว่ายินดีด้วยเท่านั้นเอง มิ เป็นภาษาบาลี ถ้า ๒ คนขึ้นไปเป็น มะ ถ้าคนเดียวก็เป็นมิ คำว่าอนุโมทนาแปลว่า ยินดีด้วยนะ

คำถาม เวลาเข้าปฏิบัติธรรมจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายมาก แต่ไม่ปวดท้อง อาการเกิดเฉพาะวันที่ ๒ และวันที่ ๓ แก้ไขได้อย่างไร
ตอบ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสภาวะธาตุแปรปรวนยกเว้นคนที่ท้องเสีย แต่ลักษณะนี้อาการท้องไม่เสียและไม่ปวด เมื่อทำสมาธิ หากมีสมาธิหรือมีจิตที่ละเอียดเบาขึ้นแล้ว การย่อยสลายของกากอาหาร ธาตุอาหาร กระเพาะอาหารจะทำงานละเอียดที่สุด ตั้งแต่การเคี้ยว กำหนดเคี้ยวหนอๆ ลงหนอๆ กลืนหนอๆ กำหนดไปที่กระเพาะอาหาร มันจะเห็นแวบเลยลงมาที่กระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำหน้าที่บีบกากอาหารอย่างละเอียด ขณะเดียวกันธาตุภายนอกและธาตุภายใน มันจะกลมกลืนกัน มันก็จะขับบีบของสกปรกของเสียนี้ออกไป เขาจึงเรียกว่าผู้คนกินของบูดเน่า พระอริยเจ้ากินของบริสุทธิ์ สิ่งใดที่ไม่เหมาะกับธาตุขันธ์ มันจะขจัดออกและสกัดออกทันที ถามว่าดีหรือไม่ ตอบว่าดี น้ำย่อยก็จะดีขึ้น กระเพาะ หัวใจ ปอด ทำงานสูบฉีดได้เต็มที่การที่ให้นั่งตัวตรงนั้น เพราะบางครั้งบางคนหายใจไม่ถึงปอด หายใจอยู่แค่นี้ แต่เมื่อนั่งตัวตรง ระบบการหายใจ ปอดจะสูบฉีดโลหิตไปทั่วร่างกาย เราสังเกตดูได้ว่าเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมปฏิบัติได้ดีและได้สภาวะดีแล้ว หน้าตาจะผ่องใส ผิวพรรณผ่องใส นั่นคือผู้ปฏิบัติได้ถูกวิธี ไม่ใช่ปฏิบัติธรรม ๑๐ ปี หน้ายังดำเคร่งเครียด นั่นเป็นวิธีที่ปฏิบัติไม่ถูก มันไม่สกัดของสกปรกออก แต่มันเอาของสกปรกเข้ามาอาการท้องเสียนั้นไม่เป็นไรหรอก มันเป็นการขับกากเดนของเสียออกจากร่างกาย หากสภาวะใจและสภาวะกายมันปรับอุณหภูมิได้ อาการต่างๆ ก็จะปกติ ร่างกายก็จะเบา ผิวพรรณ วรรณะก็จะเปลี่ยนและจะมองดูเนียนไปหมดนั่นเป็นอานิสงส์ที่เป็นผลพลอยได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ตัวนี้ เรียกว่าตกแต่งทั้งภายในและภายนอก ด้วยศีล สมาธิ สมาธิเป็นตัวอบอาบด้วยศีลและด้วยสมาธิ มันทั้งอาบและอบ อบแล้วทำให้ของสกปรกเลอะเทอะออกจากร่างกาย สิ่งอะไรที่มันตกสะเก็ด มันก็คอยหลุดไป พอจิตเป็นสมาธิ ผู้ปฏิบัติก็สบายใจมองอะไรก็มีชีวิตชีวา แต่ถ้ามองอะไรห่อเหี่ยวไปหมด มันเริ่มจะเห็นญาณพิเศษ คือ นิพพิทาญาณ คือเบื่อทั้งตัวเอง เบื่อทั้งคนอื่น แต่ต้องเห็นด้วยตัวเอง เห็นด้วยสติ หากหลบไปนอนอย่างเดียว ญาณพิเศษกลายเป็นญาณผีเปรตไป

คำถาม ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกสั้น การกำหนดพองหนอ ยุบหนอไม่ทัน เพียงแต่รู้ว่าพองหรือยุบเท่านั้น หากจะให้ลมหายใจยาวก็ต้องฝืน
ตอบ การที่เราเห็นอาการท้องพองหรืออาการท้องยุบไม่สำคัญ แต่ให้เห็นไปก่อนว่ามันจะยาวจะสั้นอย่างไร มันเห็นสั้นก็ดูสั้นๆ ไม่ต้องไปฝืนให้มันยาว มันจะจัดระบบเอง เราอย่าไปจัดระบบเหมือนการขับรถน้ำมันจะหมดไม่ใช่อยู่ที่เรา แต่ขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์ที่กินน้ำมันมากหรือน้อย ยกตัวอย่างเราขับรถ ๑๐ วัน โดยห้ามไม่ให้รถกินน้ำมันก็ไม่ได้ หน้าที่ของเครื่องยนต์ มันต้องเผาผลาญน้ำมันให้หมดไปหน้าที่ของพองยุบก็เช่นเดียวกัน มันจะสั้นหรือยาวเป็นเรื่องของเขาหน้าที่ของเราดูให้มันสั้นหรือยาวเท่านั้น อย่าไปเป็นห่วง อย่าไปพะวงหรือวิตกกังวล มันจะเป็นของมันเองมันจะจัดกระบวนการของมันเอง ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปตาม ไม่ต้องฝืน มันจะเป็นไปเองตามอัตโนมัติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ, โก หิ นาโถ ปโร สิยา หมายถึงตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ใครไหนเล่าจะเป็นที่พึ่งให้เราได้ เหมือนกับพระโพธิสัตว์ที่ลอยคออยู่กลางมหาสมุทร มันต้องพึ่งตนเองอย่างอัตโนมัติ เป็นไปโดยธรรมชาติมันต้องดิ้นรนเอง ทุกๆชีวิตเป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่ต้องเป็นห่วงกับสภาวะนั้น มันจะสั้นหรือจะยาว ให้ดูแค่นั้นก็พอ และให้ดูไปเรื่อยๆ

คำถาม เวลานั่งสมาธิแลว้ รูสึ้กเป็น เหน็บชา มีวิธีแก้อย่างไร
ตอบ ไม่ต้องแก้อะไร ปล่อยให้มันเหน็บชาไปเลย มันเป็นเรื่องธรรมดา ดูว่าอาการชาเริ่มกินทีละนิด ขยับมาเข้าเต็มตัวพออาการชาเข้าเต็มตัวแล้ว เราจะไม่รู้สึกว่าชา แต่จะรู้สึกว่าตัวแข็งพอรู้สึกตัวแข็ง อาการปวดมันจะน้อยลง บางทีสมาธิจะมากขึ้น นี่คือผลที่ได้จากอาการชานี้ แต่ถ้าอาการปวดมาก่อน มันจะไม่ชาหรอก มันจะทรมาน เราจะมีเวทนาเกิดขึ้น พอมันชา ให้เราลองดูดีๆ บางครั้งสมาธิมันจะได้ ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าเมื่อเกิดอาการชาแล้วจะเป็นโรคเหน็บชาหรือเป็นอัมพาต เพราะมันไม่เป็นหรอก เมื่อออกจากสมาธิแล้วอาการชามันก็จะหายเป็นปกติ ไม่ต้องแก้ แต่ให้ดูอาการชาเฉยๆเท่านั้นเอง

คำถาม ทำไมมีบทสวดมนต์เยอะ จะต้องสวดมนต์ก่อนทำสมาธิเสมอไปหรือไม่
ตอบ บทสวดมนต์อะไร ยังไม่ได้ให้สวดมนต์ ในที่นี้อาตมาต้องการให้ปฏิบัติให้มากที่สุด ใครขยันเดิน ขยันนั่ง ขยันภาวนา ขยันกำหนด ให้เรากอบโกยเอาเข้าตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งผลพลอยได้ เขาเรียกว่ามาทำบุญเหมือนกัน มาเอาบุญเหมือนกัน แต่ได้บุญไม่เท่ากัน คนโบราณว่ามาทางเดียวกัน แต่ไม่เหยียบรอยเท้ากัน กินน้ำบ่อเดียวกัน แต่อร่อยไม่เหมือนกัน ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยก็เปรียบเหมือนบ่อน้ำใหญ่ทุกคนต่างคนก็มากินมาตักตวง ใครจะได้รสชาติอะไรอยู่ที่ตัวเราที่จะได้รสชาติที่แท้จริง

คำถาม พลังจักรวาล มีจริงหรือไม่
ตอบ คนถามไปเรียนมาหรือไม่ มันนอกเหนือจากหลักปฏิบัติ แต่จะตอบให้เป็นความรู้ พลังจักรวาลมาจากไหน จักรวาลคืออะไร ขอตอบในแนวพุทธว่าพลังจักรวาล คือพลังสมาธิของพุทธนั่นเอง แต่มาเปลี่ยนชื่อให้มันสวยหรู เพราะคนเกิดความนิยมขึ้นมา ที่จริงแล้วคือพลังสมาธิ ในร่างกายของเรามีประจุไฟฟ้าทั้งขั้วบวกและขั้วลบ ร่างกายมนุษย์มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในตัว เพียงแต่เราจะนำมาใช้ได้อย่างไร ถามว่ามีจริงหรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสในวันที่ภิกษุ มาประชุมกัน จำนวนมาก ๑,๒๕๐ รูป โดยไม่มีการนัดหมาย ไม่มีโทรเลข ไม่มีโทรสาร แต่มีโทรจิตเปรียบเหมือนคลื่นพลังไฟฟ้าพลังแม่เหล็ก หรือคลื่นกระแสวิทยุ ทีวี คลื่นตัวนี้คือพลัง การส่งสภาวะก็ควรมีอำนาจสมาธิมากได้ขั้นฌาน ก็สามารถส่งเข้าไปยกตัวขึ้นไปเรียกว่า อภิญญา ๖ หรือไม่ถึงอภิญญา ๖ ก็ได้ คือได้ฌาน ๔ ผู้ปฏิบัติก็สามารถได้ฌานตรงนี้ได้ กล่าวคือได้สมาธิแค่ขั้นยังไม่ถึงอุปจารสมาธิด้วยซ้ำ ในพลังนี้ใช้กันมากที่ทิเบต จีน เป็นการจี้จุดใน ทิเบต เรียกว่าการใช้พลังพุทธ ในทางจีนเรียกว่า พลังหยินหยาง แต่มาเปลี่ยนใหม่เป็นพลังจักรวาล

คำถาม ในระหว่างการปฏิบัติธรรม จะอ่านบทสวดมนต์หรือหนังสือได้หรือไม่
ตอบ ผู้ปฏิบัติอย่าอ่านหนังสือระหว่างการปฏิบัติ เพราะถ้าเราอ่านหนังสือ มักคิดว่าสงสัยเรื่องอารมณ์เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้อารมณ์มันออกนอก มันรั่วเหมือนตุ่มน้ำรั่ว เราตักเท่าไรมันก็รั่วออกหมด เมื่อมาปฏิบัติ หากมีเวลาเท่าไรก็เร่งปฏิบัติ ให้พยายามตักตวงเอาเองในเรื่องการปฏิบัติให้เต็มที่ หากอยากจะสวดมนต์ เราก็ไปสวดที่บ้านให้เสียงดัง แต่เวลานี้เป็นเวลาปฏิบัติ พยายามทำให้อยู่ในกรอบเพราะถ้าเราอ่านหนังสือ เราจะไม่ได้สมาธิ จะรู้สึกหงุดหงิด นั่งก็นั่งไม่ได้ กำหนดก็กำหนดไม่ได้และรู้สึกสับสนไปหมด เพราะเราไม่รักษาอารมณ์ ทำให้สติปัฏฐาน ๔ ไปหมด ฉะนั้นให้พยายามปฏิบัติเป็นไปตามระบบระเบียบที่วางไว้ในครั้งพุทธกาลในพุทธศาสนา ไม่มีการสวดมนต์ มีแต่การกล่าวธรรมที่เรียกว่า สัมโมทนียกถา และการเสวนาธรรม (สนทนาธรรม) การสวดมนต์มีมาในยุคหลัง คือยุคลังกาเจริญรุ่งเรือง ซึ่งในศาสนาฮินดูมีการสวดแบบอ้อนวอนพระเจ้า และเมื่อประมาณ ๕๔๐ปีหลังพุทธปรินิพพาน ศาสนาคริสต์ก็เกิดขึ้น จึงมีการสวดหรือร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ในช่วงนั้นศาสนาคริสต์เข้ามาและมีพลังอำนาจมาก คณะมิชชันนารีได้ใช้บทสวดร้องเพลงเพื่อปลอบขวัญคนไข้ ทางฝ่ายพุทธศาสนาจึงใช้การกล่าวคำ สัมโมทนียกถา คือ การกล่าวให้เกิดความรื่นเริงในธรรมเมื่อเขาให้ทาน เรามาสวดมนต์สาธยายในยุคลังกานั่นเอง การสวดมนต์นั่นถามว่าดีหรือไม่ ก็ตอบว่าดี แต่อย่าเพิ่งสวดในระหว่างการปฏิบัติในขณะนี้ให้ตั้งใจปฏิบัติเสียก่อน ส่วนการให้ปิดวาจานั้น ให้พูดได้เฉพาะกรณีการสอบอารมณ์กับครูบาอาจารย์เท่านั้นเอง

คำถาม การปฏิบัติธรรมจะช่วยตัดกรรมได้หรือไม่
ตอบ ผู้ถามไปทำกรรมอะไรมาหรือ เราต้องรู้เบื้องต้นก่อนว่ากรรมอะไร โดยกรรมมีอยู่ ๓ ทาง คือทางกาย วาจา ใจ การตัดกรรมนั้นได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกรรมนั้นเป็นกรรมอะไร ในสมัยที่อาตมายังไม่ได้บวชเพื่อนชวนไปดูไก่ชนกัน พอไก่ตัวหนึ่งถูกแทงที่คอ อาตมาก็รับอาสาเอาไปรักษา โดยการเอาขนไก่แทงเข้าไปในคอและหมุนเอาน้ำเสลด น้ำเลือดออก เมื่อเวลามานั่งกรรมฐาน เหมือนมีใครมาแทงคอหมุนอยู่ทั้งวัน ดูไปก็เห็นแวบ ไก่มันโผล่หน้าขึ้นมา มันบอก อโหสิกรรม ตั้งแต่นั้นมากรรมจากคอไก่หายไป ก็ไม่เห็นอีกเลย เพราะไก่อโหสิกรรม กรรมนั้นก็หมดลง อาตมานึกถึงผู้ปฏิบัติที่เป็นโรคเกี่ยวกับไขสันหลัง เพราะเคยตีแมว ก็ต้องยอมรับกรรม โดยปฏิบัติให้แมวอโหสิกรรมกันไป ส่วนกรรมหนักคือ กรรม ๕ อย่างดังนี้ ๑) มาตุฆาตคือฆ่า มารดา ๒) ปิตุฆาต คือฆ่าบิดา ๓) อรหันตฆาตคือฆ่าพระอรหันต์ ๔) โลหิตุปบาท คือทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อ ๕) สังฆเภท คือทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน นั่นคือกรรมหนักเป็นบาปหนักที่สุด จะต้องใช้เวลาหลายกัปหลายกัลป์จึงจะชดใช้หมด

กรรมฐานแก้กรรมได้
    ผู้ปฏิบัติคนหนึ่งทำกรรมฐานที่วัดนั่งร้องไห้ในกุฏิ เขาบอกว่าเห็นภาพตัวเองเลื่อยคอพระพุทธรูปที่เชียงใหม่ เราคงได้ยินข่าวลงหนังสือพิมพ์ ผู้ปฏิบัติคนนี้นั่งไป ร้องไห้ไป คอเป็นจ้ำ เพราะสติอ่อนเขารู้ว่าเขาไปทำอะไรมา รู้ว่าในอดีตเขาเคยไปตัดคอพระพุทธรูปไปขาย อีกคนหนึ่งนั่งไปก็บีบท้องไปมวนท้องไป เหมือนท้องจะระเบิดก็มาสารภาพว่าไปทำแท้ง ก็ไม่เป็นไร เราพยายามแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร จนให้เขาโผล่หน้าอโหสิกรรมให้เรา กรรมนั่นก็หมดซึ่งกันและกัน หรือไม่ก็ให้เราปฏิบัติให้มากขึ้น จนให้จิตหลุดพ้นซึ่งอย่าว่าแต่พวกเราคนธรรมดาที่ต้องรับกรรม พระอรหันต์อย่างพระโมคคัลลานะ ทุบตีบิดา มารดา สุดท้ายก็โดนทุบตี แต่ชดใช้กรรมแค่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่ต้องรับกรรมในนรกอีกเหมือนกับพระเทวทัต หรือยกตัวอย่างพระเจ้าสุปปพุทธะ เป็นถึงกษัตริย์ หยิ่งผยองว่าพระพุทธเจ้าเป็นลูกเขยตนเอง ลูกเขยต้องคารวะพ่อตา สุดท้ายก็ถูกแผ่นดินสูบ ทุกวันนี้รับกรรมยังไม่ได้เกิด ยังไม่หลุดพ้นจากกรรม นั้น พระเทวทัต ก็เช่นเดียวกันได้ทำกรรมหนักคือทำสังฆ์ให้แตกกันและทำร้ายพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตห้อ ด้วยการกลิ้งหินลงมาในที่สุดพระเทวทัต จึงถูกแผ่นดินสูบจนตาย ในเมืองไทยก็เริ่มมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นแล้ว เพราะตราบใดศีลธรรมมันเสื่อมจากจิตใจของมนุษย์ กรรมจะปรากฏเป็นหมู่คณะ หลายคนถามว่าทำไมมีสิ่งแปลก คือตายเป็นหมู่ อาตมาว่าไม่แปลก หรอก สมัยพุทธกาลพระนางสามาวดีตายพร้อมกับบริวารในพระราชวังทีละ ๕๐๐ ชีวิต เพราะทำกรรมร่วมกัน เราสามารถแก้กรรม ด้วยการทำกรรมฐานได้หรือไม่ ตอบว่าได้ หากเราทำอย่างจริงจัง แต่ถ้าทำกรรมฐานไม่จริงจัง คือทำให้ฐานแตกบ่อยๆ มันก็ไม่สามารถแก้กรรมของเราได้ โดยศีล สมาธิ ปัญญา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ๓ อย่างนี้ เป็น กระบวนการแก้กรรม ไม่ใช่ให้คนอื่นมาแก้กรรมของเรา เมื่อทำกรรมอะไรมา เราต้องแก้กรรมด้วยตนเอง กรรมในเบื้องต้นคือจิต คือ มโนกรรม คิดดี ทำดี พูดดี ในหลวงของเราตรัส เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคมที่ผ่านมา คิดดี พูดดี ทำดี เพียงพอแล้ว เพราะตัดกรรมได้และละกรรมได้ ถ้ากรรมจะเกิดได้ ๓ ทาง คือ กายกรรม มโนกรรม วจีกรรมการฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้อื่น คือครบองค์ปาณาติปาตา ๑) สัตว์มีชีวิต ๒) รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต ๓) มีจิตคิดจะฆ่า ๔) ความพยายามที่จะฆ่า ๕) สัตว์นั้นตายตามความตั้งใจหรือตายตามความปรารถนา นั่นคือ ครบองค์กรรม จึงทำให้กรรมเกิดขึ้น ดังนั้นจึงใช้วิธีรื้อกรรม การรื้อกรรมเหมือนกับการปอก หัวหอม เราจะปอกหัวหอมวนเข้าไปข้างใน เหลืออยู่เพียงนิดเดียว คือยางที่จะเป็นเชื้อ จึงทำให้เกิดกรรม เราก็วัดตรงนั้น คือตัดรากถอนโคนเสียมันง่ายนิดเดียว แต่ทำยากนะ ด้วยวิธีการทำกรรมฐาน อาศัยการมีศีลสมาธิ ปัญญา ไตรสิกขา เป็นตัวสำคัญ เป็นสุดยอดของชีวิต เป็นขุมทรัพย์ยิ่งใหญ่ ที่สามารถละตัดกรรมได้

คำถาม เราจะได้รับอานิสงส์อะไรจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ตอบ คำว่า อานิสงส์ แปลว่า ผลแห่งบุญกุศล ที่เราทำให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญานี้ อานิสงส์ย่อมเกิดขึ้นอย่างไร ตอบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใจเป็นสุข แต่ถ้าใจเป็นทุกข์ กระวนกระวายใจก็จะไม่ได้รับผลบุญนี้ เมื่อเราได้สมาธิ นอนก็เป็นสุข นั่งเป็นสุข กินก็เป็นสุข เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา อสรพิษไม่ทำร้าย ยาพิษไม่ทำร้าย

    อานิสงส์ของการเจริญสติ หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข นั่งก็เป็นสุข นอนก็เป็นสุข เป็นที่รักของมนุษย์เทวดา อานิสงส์ผลพลอยได้ทำให้เราสุขสบาย เขาเรียกว่าบุญ อันนี้โจรปล้นเอาไป ไม่ได้ ไฟไม่ไหม้ สุดท้ายเป็นวิชา หนีนรก.





 

คอมเมนต์ 

 
0 # ๒๕๕๔-๐๖-๒๘
วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 เป็นวันอาสาฬหบูชา และตรงกับวันเกิดของข้าพเจ้าพอดี อยากเรียนถามว่า อยากจะไปนั่งปฎิบัติธรรมในวันเกิดของ ตนเองแค่วันเดียวจะได้หรือไม่
ตอบ | ตอบโดยอ้างถึง | อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

การส่งความคิดเห็นของคุณ เราขอสงวนสิทธิ์เป็นดุลพินิจของทีมงานนะครับเพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง, แก้ไข, เพิ่ม, หรือลบความคิดเห็นของคุณเหล่านี้และบางส่วนของข้อตกลงการใช้งานได้ตลอดเวลา โดยขออนุญาตไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะครับ สำหรับท่านใดอยากแก้ไขคอมเม้นท์ตัวเองต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับถึงจะแก้ไขปรับแต่งได้

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


เมนูหลัก

Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/veeranon/domains/veeranon.com/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้85365
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้248665
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้85365
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว2143511
mod_vvisit_counterเดือนนี้8130830
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว33542
mod_vvisit_counterทั้งหมด9701482

Your IP: 54.211.113.223
วันนี้ ๒๗ ธ.ค. ๒๕๕๗

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช