1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

พิมพ์

วันพุธที่ ๐๙ มิถุนายน ๒๕๕๓

วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้น

    การที่พวกเราท่านทั้งหลายได้มีโอกาสมาพบกันและเข้ามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานร่วมกัน เราเข้ามาประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสงบทางจิตและความสงบทางกาย ซึ่งการปฏิบัติธรรมในหลักสูตรนี้เป็นการปฏิบัติธรรมแบบสติปัฏฐาน ๔ แบบละเอียด บางคนอาจจะยังไม่คุ้นเคย ก่อนอื่นอาตมาขอชี้แจงรายละเอียดในเบื้องต้นก่อนที่จะปฏิบัติในเรื่องการเดินจงกรมและการทำสมาธิภาวนา จึงเริ่มต้นจากการอุ่นเครื่องเล็กๆน้อยๆ เป็นลำดับถึงขยับขึ้นไปสู่ความละเอียดของอินทรีย์มากขึ้นทีละนิดทีละนิด แต่ไม่ต้องกังวลใจบางคนยังไม่ได้เริ่มสตาร์ทเครื่องออกจากเส้นชัยก็กลับบ้านไปก่อนเสียแล้ว เพราะว่าเขาเตรียมใจมาน้อย พอมาฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงบอกว่าผมทำไม่ไหว เพราะทำแล้วมันเครียด ขอกลับบ้านก่อนดีกว่า หากเขาเป็นอย่างนี้ก็น่าเห็นใจ เพราะสภาวจิตนั้น ถ้าไม่รู้จักมันจริงๆ มันก็เป็นนายขับเคลื่อนกายของเราออกจากสถานที่ปฏิบัติพอปฏิบัติไป นักปฏิบัติบอกว่ามีญาณพิเศษเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นอย่างไรนั่นคือการหอบเสื่อและหอบหมอนกลับบ้าน ซึ่งญาณพิเศษเป็นเรื่องปกติหากเราเข้าใจเรื่องของจิตแล้ว เราจะปฏิบัติแบบไหนหรืออย่างไรก็ได้ เพราะในหลักความจริง สภาวะการปฏิบัติธรรมนั้น การบรรลุธรรมเป็นการบรรลุธรรมทางจิตใจ ซึ่งวิธีการปฏิบัติธรรมต้องมีรูปแบบ แต่การบรรลุธรรมไม่มีรูปแบบ ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อน เปรียบเหมือนกับกายและใจ กายก็เป็นรูป ใจที่ไปรู้ก็เป็นนาม เขาเรียกว่ารู้รูปนาม หากเข้าใจหลายๆ อย่าง เราก็ไม่เครียดและไม่วิตกกังวล แต่ส่วนใหญ่มักจะวิตกกังวลใจเกินไปก็ได้

สมถะและวิปัสสนาต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
    วิธีการปฏิบัติมีหลายอย่าง โดยปกติแล้วในทุกที่ทุกสำนักทุกสภาวะ ที่มีการปฏิบัติธรรมต้องมีการอาศัยกันทั้ง ๒ อย่าง คือสมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน เราต้องเข้าใจความหมายในเบื้องต้นกล่าวคือ สมถะหมายถึง การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ วิปัสสนาหมายถึง ความเห็นแจ้งคือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรมส่วนวิปัสสนากรรมฐาน หมายถึง อุบายหรือวิธีที่ทำให้เกิดการเห็นแจ้งโดยวิธีการปฏิบัติทั้ง ๒ วิธีนี้ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เหมือนร่างกายกับจิตใจอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ เพราะว่าผู้ปฏิบัติธรรมมีใจสงบหรือจิตสงบ โดยที่เราเพ่งภาวนาอยู่ที่เดียวตรงนั้นคือสมถะ แต่เมื่อเรามีสติปัญญาดูรู้เห็นอยู่ตลอดตรงนั้นเป็นวิปัสสนา ง่ายๆ แค่นี้เอง เพียงแต่ความเข้าใจของเรานั้นไม่ถ่องแท้ พออารมณ์สมถะเกิดขึ้น รู้สึกสบายใจ ก็นั่งได้นาน แต่พออารมณ์วิปัสสนาเกิดปัญญาให้พิจารณา เรากลับทนไม่ได้ เรียกว่ามันฟุ้ง เพราะเรารู้ไม่ทันมัน จึงทำให้ทรมาน กายเป็นทุกขเวทนาทั้งภายในและภายนอก เราต้องรู้ว่าการที่มาภาวนานี้ เพื่อค้นหาอะไร เรามาค้นหาพระพุทธเจ้าองค์จริง คือองค์ที่อยู่ภายใน การที่เราเป็นชาวพุทธนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นพระพุทธเจ้าที่อยู่ภายในเท่าไรนัก เราเห็นกันแต่พระพุทธเจ้าภายนอก ในคัมภีร์ตามหลักการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียนหลักการพระอภิธรรมต่างๆให้เข้าใจ ส่วนการปฏิบัติคือวิธีการทดลองปฏิบัติด้วยตัวเอง ด้วยการเข้ามาสัมผัส การลงมือกระทำให้เกิดความชำนาญ เมื่อทำบ่อยๆ เรียกว่าภาวนา การภาวนาบ่อยๆ เรียกว่าเจริญ ถ้าเจริญบ่อยๆ เรียกว่าสติมา อาตาปี สัมปชาโน ก็คือการทำบ่อยๆ จนสติขยับเข้ามาแก่กล้าขึ้นมาจนเกิดความชำนาญ เขาเรียกว่าทำแล้วมันเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้ง่าย ฉะนั้นการที่ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสเข้ามาตรงนี้ เรามาแต่เบื้องต้น ถ้าจะกล่าวเป็นหลักของปริยัติ เพราะว่าอารมณ์ของสมถะและวิปัสสนามันแตกต่างกัน มันแยกกันนิดเดียว สมถะมีอารมณ์ทั้ง ๔๐ ประการ ไล่ไปตั้งแต่การพิจารณา กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ อรูป ๔ สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่าอาการของสภาวะอารมณ์ทางสมถะ ขึ้นอยู่กับใครชอบแบบไหน แต่ในที่นี้มุ่งเน้นให้ปฏิบัติแบบวิปัสสนาล้วนๆ บางครั้งบางหลักสูตรจะมีปฏิบัติอย่างละเอียดยิบ แต่หลักสูตรนี้เคร่งหรือไม่ ผู้ปฏิบัติอย่าเคร่งเครียด ต้องทำให้ใจสบาย ทำให้กายสบาย อยู่ตรงกลางๆ เพราะสิ่งใดที่มันเคร่ง มันเครียด มันจะทนไม่ได้ ตรงนั้นเรียกว่าทุกข์เกิด ซึ่งอารมณ์ของวิปัสสนามี ๓๗ ประการ เรียกว่า วิปัสสนา หากจะถามว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เราก็ไม่ต้องทำอย่างไรหรอก เพียงแต่พิจารณาดูที่กาย คือการเคลื่อนไหวของกาย เพียงแต่พิจารณาดูจิตคือการเคลื่อนไหวของจิต การผัสสะของจิตว่าชอบหรือชัง ชอบหรือไม่ชอบ ตรงนี้เป็นจุดสำคัญเป็นบทพิสูจน์ และเป็นข้อสอบที่จะกระทำกัน

จิตท่องเที่ยวอยู่ในคูหา
    เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็มาพิสูจน์ด้วยวิธีการดังนี้คือ การเดินการยืน การนั่ง การนอน เรียกว่าอิริยาบถ ถ้าหากอิริยาบถย่อย ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เหยียดแขนไป คู้แขนเข้า เหยียดขาไป คู้ขาเข้า มองซ้าย แลขวา มองหน้า มองหลัง มองสูง มองต่ำ มองใบไม้ มองดูไฟ กระพริบตา อ้าปาก กิริยาอาการเหล่านี้มีสติเป็นที่ตั้ง หากไม่มีสติเรียกว่าใจลอย คือจิตมันลอย ถามว่ามันลอยอย่างไร จิตมันไม่ลอยหรอก แต่ความรู้สึกนึกคิดมันลอยไปที่อื่น ความรู้สึกมันแยกไปก่อนที่เราจะกำหนดได้ทัน พอสติกำหนดไม่ทัน จิตมันลอยออกจากกายไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า สรีรญฺชีวิตํ จิตฺตํ, เสยฺยํ ชีวิตํ จิตฺตํ จิตท่องเที่ยวอยู่ในคูหา คูหาก็คือถ้ำ ถ้ำนี้มีช่อง มีประตู มีหน้าต่าง ซึ่งโดยธรรมชาติมี ๙ ช่องบ้าง ๖ ช่องบ้าง ๑๒ ช่องบ้าง อันนี้คือถ้ำ ถามว่าใครสร้างไว้คำตอบคือธรรมชาติสร้างไว้ ซึ่งร่างกายของเราเปรียบเสมือนคูหาคือ ถ้ำ จิตของเราจะท่องเที่ยว มันจะไปมองหน้าต่างบานโน้นบ้าง บานนี้บ้าง ประตูตรงนี้บ้าง เพราะอะไร เพราะจิตเปรียบเหมือนเด็กหรือบางครั้งท่านว่าจิตของเราเปรียบเหมือนลิงดังนั้นเราจะทำอย่างไร จึงให้ลิงมันเชื่อง ให้ลิงมันหยุดนิ่งได้ถ้าอยากให้ลิงมันหยุดนิ่ง ก็ต้องมีเชือกผูกไว้ มีเชือกผูกคอไว้ วิธีการที่จะทำให้จิตหยุดนิ่ง เราจะทำอย่างไร เราก็ต้องมีองค์ภาวนา องค์ภาวนาในที่นี้เราใช้คำว่า พองหนอ ยุบหนอ มันพองตรงไหน พองตรงหัว พองตรงคอ พองตรงท้อง หรือพองตรงก้น อันนี้คนที่เคยปฏิบัติแล้วจะเข้าใจ

หลักการนั่งภาวนาพองหนอ ยุบหนอ
    ในที่นี้จะขอกล่าวให้กับคนที่ไม่เคยปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะทำได้ง่ายขึ้น อาการพองให้ดูที่ท้อง ดูท้องตรงไหน หากใครไม่รู้ว่าท้องอยู่ที่ไหน ให้ดูที่สะดือ เป็นวิธีการง่ายๆและชัดเจน คือดูที่สะดือ วิธีการคือนั่งหลับตา นั่งตัวตรงดูลมหายใจเข้าออกที่สะดือ ตรงที่ท้องมันพองให้กำหนดในใจว่าพอง...(กำหนดช้าๆ) พอสุดพองให้กำหนดคำว่า หนอ...(กำหนดช้าๆ) พออาการท้องมันยุบ ให้กำหนดภาวนายุบหนอ ผู้ปฏิบัติสังเกตแค่นั้นก็พอไม่ต้องลากลมเข้า ตามลมออก แต่บางคนลากลมเข้าลากลมออกแล้วรู้สึกเหนื่อย เวียนศีรษะ วิธีปฏิบัติง่ายๆคือนั่งทำตัวเป็นหุ่นกระบอก จิตไปดูที่ท้องพอง ดูที่ท้องยุบเท่านั้นเองโดยไม่ต้องไปเร่งลม หรือถ้ายังหาพองยุบไม่เจอ ให้ลองหายใจเข้าออกยาวๆก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติ โดยสังเกตว่าจริงหรือไม่ เมื่อเวลาหายใจเข้า ท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ ให้ดูอาการนั้นตามปกติ เหมือนเราเป่าลมเข้าลูกโป่ง ร่างกายของเราก็เช่นกัน พอลมเข้าไปมันก็ย่อมพอง มันพองส่วนไหน ก็คือส่วนที่สะดือหรือส่วนท้องนั่นเอง พอลมออกท้องก็แฟบ พอท้องแฟบ ให้กำหนดว่ายุบหนอ ไม่ใช่กำหนดอย่างอื่น เมื่อท้องมันพอง ให้กำหนดพองหนอ และกำหนดยุบหนอ เมื่อท้องมันยุบ นี่คือหลักการง่ายๆ แค่นี้เองถ้าหากยังไม่รู้ตรงไหนมันพอง ตรงไหนมันยุบก็เอามือมาจับมาคลำดูที่ท้องว่า มันพองตรงไหน มันยุบตรงไหน มันพองเป็นอย่างไร มันยุบเป็นอย่างไร ให้ลองเอามือมาจับดู ถ้าหากจับนอกผ้าไม่ถูก ก็เอามือไปจับในผ้า จับเนื้อหนังว่าท้องพองหรือยุบตรงนี้ เพื่อให้เห็นชัดเจน เมื่อเห็นชัดเจนแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไป เราก็กำหนดพองหนอ ยุบหนอ ดูแค่รูปพองยุบ อาการพอง อาการยุบเท่านั้น นั่นคือการนั่งภาวนา

สติ...เป็นเชือกผูกจิต
    การนั่งภาวนานั้นวิธีการปฏิบัติง่ายๆ คือเมื่อเราจะภาวนาอะไรก็ตาม เราต้องมีจุดยืนคือหลักมีเชือกผูก เชือกผูกในที่นี้คือสติเป็นเชือกผูกดูจิต ส่งกระแสจิตไปที่ท้องพอง ท้องยุบ โดยพยายามนั่งให้ตัวตรง ยืดหลังเล็กน้อย ยกไหล่ขึ้นนิดหน่อย แล้วลองหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆ ดูว่าท้องพองหรือไม่ ถ้าท้องพอง ให้รู้ว่าท้องมันพอง พอหายใจ ออกดูว่าท้องมันยุบหรือไม่ ก็ให้มันรู้ว่ายุบ คนที่ไม่เคยปฏิบัติก็ลองทดสอบดู คนที่เคยปฏิบัติแล้วก็ฟังไว้ เพื่อคนที่ไม่เคยปฏิบัติเกิดความเข้าใจ เพราะสภาวะของแต่ละคนต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการขยันกำหนด ขยันภาวนา ขยันเดิน หลายๆ บัลลังก์ จนเกิดความเคยชิน เกิดความชำนาญ เมื่อเกิดความเคยชิน เกิดความชำนาญแล้ว ก็จะเริ่มมีสมาธิง่ายขึ้น แต่ผู้ปฏิบัติคนใดจะมีสมาธิง่ายหรือมีสมาธิไว จะต้องจำไว้ว่าไม่ต้องสนใจอารมณ์อื่นใดทั้งสิ้น สนใจเพียงอาการท้องพอง ท้องยุบก่อนในเบื้องต้น โดยขั้นแรกดูที่ท้องพอง ท้องยุบ อย่างเดียว ดูให้เห็น อาการท้องพอง ท้องยุบเสียก่อนถ้าเปรียบเทียบกับการขับรถ เมื่อจะขับรถ เราต้องฝึกขึ้นนั่งรถเสียก่อน โดยนั่งท่าที่ถูกต้องหรือท่าที่ถนัดเสียก่อน หลังจากนั้นก็ลองติดเครื่องยนต์ แต่ยังไม่เข้าเกียร์ เราลองทดสอบดูวิธีการติดเครื่องยนต์เป็นอย่างไร เมื่อเป็นแล้วก็ให้ลองถอยหลัง เดินหน้าเสียก่อน นี้คือการเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน การดูท้องพอง ท้องยุบ ก็เช่นกัน ผู้ปฏิบัติต้องดูให้เห็นชัดเจนเสียก่อน เมื่อดูท้องพอง ท้องยุบแล้ว สภาวะทางสมาธิก็จะเกิดขึ้นง่ายและไว ทั้งนี้อยู่กับเราไม่สนใจอารมณ์ภายนอกหรืออารมณ์อื่นๆ เล็กๆน้อยๆด้วย เป็นวิธีการที่ทำให้สมาธิเกิดขึ้นง่าย แต่ถ้าสมาธิเกิดขึ้นง่าย มันจะเกิดอันตรายไหม ก็ตอบว่าอันตราย คืออันตรายตรงที่ขาดสติ หากเผลอสติ จะทำให้เกิดอาการง่วงนอนและหลับง่าย ตรงนี้มันอยู่บนเส้นยาแดง อยู่บนเหว บางทีลมพัดมา แล้วรู้สึกเย็นสบาย เรียกว่าหากเผลอสติเมื่อไรตกเหวทันที นั่น คือง่วงหลับ ลืมสติ ขาดสติ ที่กล่าวมาเป็นวิธีการที่ได้สมาธิเกิดง่ายและไวที่สุด ซึ่งเป็นวิธีการโดยตรงสำหรับผู้ปฏิบัติ

วิธีการกำหนดยืน
    ในขั้นเริ่มต้นจะสาธิตวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยทำจะได้รู้วิธีการว่าทำอย่างไร โดยเริ่มตั้งแต่เบื้องต้นก่อน สาธิตตั้งแต่การเตรียมการปฏิบัติ คือท่ายืน ให้ยืนขาชิดกัน ขึ้นอยู่กับการทรงตัวพื้นฐานของแต่ละคน ยืนให้เหมาะกับตัวเอง เมื่อเห็นเขายืนขาห่างกันก็อย่าไปทำตามเขา เขายืนขาชิดกันก็อย่าไปทำตามเขา เราต้องยืนให้พอเหมาะแก่ฐานของเรา ซึ่งแต่ละคนฐานยืนแตกต่างกัน โดยวิธีการกำหนดง่ายๆ คือเมื่อเตรียมตัวเสร็จแล้วจะยกมือ กำหนดภาวนาในใจ
ยก...หนอ... (กำหนดช้าๆ วิธีปฏิบัติคือยกแขนขวาขึ้นระดับไหล่)
ไป...หนอ...(กำหนดช้าๆ ยกแขนขวาลากไปด้านหลัง)
วาง...หนอ(กำหนดช้าๆ วางมือขวาไว้ที่เอว)
ยก...หนอ (กำหนดช้าๆ ยกแขนซ้ายขึ้นระดับไหล่)
ไป...หนอ...(กำหนดช้าๆ ยกแขนซ้ายขึ้นระดับไหล่)
วาง...หนอ...(กำหนดช้าๆ วางมือซ้ายทับซ้อนมือขวา และมือขวาจับข้อมือซ้ายหรือมือซ้ายจับมือขวาก็ได้)
   นี่คือการจับมือ พอจำมือแล้วก็กำหนดจับหนอขั้นตอนต่อไปมาดูการยกแขนสู่ระดับไต ปอด โดยระหว่างไต ปอด ถุงน้ำดี ม้าม ส่วนนี้ของกายเป็นส่วนกลาง ในส่วนตรงนี้ทั้งหมดเป็นอวัยวะที่เกาะตำแหน่งกระดูกสันหลัง มันจะแนบแน่นไปกับกระดูกสันหลัง ห้อยระโยงระยาง พอเรายกขึ้นมาจะเป็นการช่วยให้ระบบร่างกายของเราดีขึ้น คนที่เป็นโรคไต บางทีก็หาย ไม่ใช่หายจากโลก แต่หายจากโรคไต การยืนอย่างนี้เพราะอะไร เพราะโดยธรรมชาติเรามักจะยืนห่อตัว มันจะถูกกดทับลงเหมือนกรรมฐาน กรรมฐานกดมันไว้ พอมันโผล่ขึ้นมาเป็นกรรม พอเรายืนจับมือไว้ มันอยู่ตรงระบบร่างกาย สรีระมันจะตรงทันทีซึ่งจะสังเกตได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อเวลาพระองค์ทรงนั่งประทานปริญญาบัตรหรือเวลาเสด็จพระราชดำเนินดั่งพญาสีหราช เมื่อเดินแล้ว ปอด ตับ หัวใจ ทำงานสูบฉีด ทำงานได้ครบส่วน ฉะนั้นกรรมฐานจึงมีคุณค่ามหาศาล ถ้าใครได้ทำแล้ว เมื่อทำได้จริงๆ จะรักกรรมฐาน รักพระพุทธเจ้า รักพระพุทธศาสนามาก เพราะเป็นสูตรสำเร็จที่ท่านค้นหามาให้ เพียงแต่เราอ้าปากเคี้ยวกินเข้าไปให้ได้ มันก็จะเป็นประโยชน์ นั่นเป็นวิธีการรักษา เราเรียกว่า พุทธโอสถ การยกมือขึ้นมาระดับไหล่นั้น อวัยวะภายใน เช่น ไต ปอด ตับ มันจะอยู่ในส่วนนี้ทั้งหมด

การกำหนดยืนหนอ ๕ ครั้ง
    วิธีการกำหนดยืนคืออะไร เราจะกำหนดยืน ๕ ครั้ง คือ กำหนดยืนรู้ดูภาพยืน รูปยืน โดยกำหนดยืนหนอ กำหนดที่ปลายผมตรงกลางกระหม่อม ยืนหนอ ลงฝ่าเท้า เหมือนเราวางสัมภาระทิ้งลงไปหมด ต่อไปพอกำหนดยืนหนอ ตั้งแต่ฝ่าเท้าถึงศีรษะหรือปลายผม เหมือนทิ้งทั้งหมดออกไปเลย ไม่ให้อารมณ์เหลือซากไว้ มันหนักอย่าเอาซากมันไว้ และกำหนดลงไปอีก ยืน...หนอ ลงไปข้างล่าง ทิ้งไม่ให้อารมณ์หรือความรู้สึกเหลือซากไม่ให้มันเกาะเรา แต่ทุกวันนี้อารมณ์มันเกาะอยู่ เมื่อกำหนดยืน...หนอ...อารมณ์มันเกาะตามส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้นจึงต้องทิ้งทั้งหมดเหมือนเราทิ้งของออกจากกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ คำว่าเน้อ ภาษาเราเรียกว่า หนอ ตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักหนอแต่เราว่าขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักนี้ ฐานตรงนี้ให้กำหนดภาวนา ยืนหนอ ๕ ครั้ง เราจะหลับตาได้ไหม ตอบว่าได้ โดยกำหนดยืนหนอ ลงข้างล่าง กำหนดยืน...หนอ ๕ ครั้ง ทำให้เป็นเส้นตรง กำหนดเป็นเส้นตรงจากศีรษะผ่านสะดือลงฝ่าเท้าไป กำหนดจากฝ่าเท้าขึ้นไปศีรษะกำหนดขึ้นลงสลับไปมา เรียกว่า อนุโลมปฏิโลม เป็นการกำหนดภาวนา ขั้นต่อไปให้ผู้ปฏิบัติยืนในท่าเตรียม ให้ยืนนอกอาสนะ ผู้ปฏิบัติคนไหนยืนไม่ไหว ให้ค่อยๆยืน ส่วนผู้ปฏิบัติคนใดที่อายุมากให้ยืนอยู่ข้างๆเสา เพราะป้องกันท่านหน้ามืด จะหกล้มลงได้ วิธี
การกำหนดท่าเตรียมโดยกำหนดจิตที่มือขวา
กำหนดยก...หนอ (วิธีปฏิบัติคือยกแขนขวาขึ้นระดับไหล่)
กำหนดไป...หนอ(ยกแขนขวาลากไปด้านหลัง)
กำหนดวาง...หนอ...(วางมือขวาไว้ที่เอว)
กำหนดยก...หนอ...กำหนดจิตที่แขนซ้าย (ยกแขนซ้ายขึ้นระดับไหล่)
กำหนดไป...หนอ...(ยกแขนซ้ายขึ้นระดับไหล่)
กำหนดวาง...หนอ...(วางมือซ้ายทับซ้อนมือขวา และมือขวาจับข้อมือซ้ายหรือวางมือขวาทับซ้อนมือซ้ายก็ได้)
แล้วกำหนดยืนหนอ ๕ ครั้ง พอกำหนดยืนแล้วมันจะมีอยู่ ๒ อย่าง คือเมื่อเราจะนั่งและจะเดิน ขอแนะนำวิธีการนั่งก่อน

วิธีการกำหนดนั่งภาวนา
    พอเราจะนั่ง ให้กำหนดก้าวหนอครึ่งก้าว แล้วกำหนดนั่ง บางทีกำหนดนั่งหนอ บางทีกำหนดย่อหนอ วิธีปฏิบัติง่ายๆ คือเราต้องเอามือออกก่อน โดยกำหนดปล่อยหนอๆ ปล่อยมือออกก่อนให้ช้าๆกำหนดปล่อยหนอๆ อย่างช้าๆ เมื่อสาธิตให้ดูแล้ว ให้นำวิธีการไปปฏิบัติเอง ขั้นตอนต่อไปคือจะนั่ง ให้ก้าวขาครึ่งก้าว คราวนี้กำหนดย่อหนอ ย่อ...หนอ ย่อ...หนอ (ย่อตัวลงมา) ถูก...หนอ ถูก...หนอ (เข่าแตะพื้น) พอกำหนดถูกหนอเสร็จแล้ว ก็เอามือท้าวกับพื้น กำหนด ท้าว...หนอ เอาขาไขว้กันในท่าเตรียมนั่ง โดยให้ขาซ้ายอยู่บนขาขวาและกำหนดไขว้...หนอ ไขว้...หนอ แล้วกำหนดนั่ง...หนอ นั่ง...หนอ ขยับ...หนอ ขยับ...หนอ ขยับ...หนอ (ขยับท่านั่งอยู่ในท่านั่งสมาธิ)แล้วกำหนดนั่ง...หนอ นี่คือวิธีนั่งเมื่อกำหนดนั่งเสร็จแล้ว มือของเราขยับให้เข้าที่ให้ได้ทุกส่วนนั่งให้มันตัวตรง นั่งให้มันได้จังหวะของเรา เมื่อนั่งเสร็จแล้วให้เอามือวางไว้บนขาทั้งสองข้าง กำหนดยก...หนอ (กำหนดจิตที่มือซ้ายแล้วยกมือซ้ายขึ้นตั้งฉากระดับอก) หงาย...หนอ (พลิกฝ่ามือหงายขึ้น) ลง...หนอ ลง...หนอ ลง...หนอ ลง...หนอ ๕ ครั้ง ๕ หนอ และกำหนดจิตที่มือขวา ทำเช่นเดียวกันแต่ถ้าหากอิริยาบถขึ้นสูงไป ลงหนอ ลงหนอ กี่ขณะแล้วแต่จิต กำหนดพร้อมกับจังหวะหายใจได้ นั่นคืออิริยาบถที่อุกฤษฏ์ขึ้นไปอีก เราก็กำหนดที่มือแล้วก็ยกมา ยกมือซ้ายก่อน จะสาธิตให้ดูดังนี้คือ กำหนดยก...หนอ มา...หนอ หงาย...หนอ ลง...หนอ ลง...หนอ ลง...หนอ วาง...หนอ กำหนดจิตไปที่มือขวากำหนดยก...หนอ มา...หนอ หงาย...หนอ ลง...หนอ ลง...หนอ ลง...หนอ วาง...หนอ โดยวาง มือขวาทับมือซ้าย การกำหนดวางนี้ให้หัวแม่มือจดกันไว้ เพื่อเป็นการเตือนสติและตรวจสอบตนเอง หากนั่งแล้วเผลอสติจนหลับ หัวแม่มือจะแยก ออกจากกันทันที ไม่ว่าจะนั่งแบบไหน นั่งกี่ชั่วโมง มือต้องอยู่ในลักษณะเดิม เหมือนกับครั้งแรกกับครั้งสุดท้ายที่ออกจากสมาธิ นี่เป็นการตรวจสอบเช็คดูว่า เราเผลอสติหรือขาดสติหรือไม่ โดยอาศัยหัวแม่มือจดกันไว้ ชิดกันไว้เป็นธรรมชาติง่ายๆ เพราะระบบร่างกายมีระบบประจุไฟฟ้าอยู่ในตัว จะมีอานุภาพอยู่ในตัว เป็นการถ่ายเท ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุต่างๆทั้ง ๔ จะหมุนเวียนในร่างกายทั้งหมด การถ่ายเทจะช่วยระบบสูบฉีดโลหิตได้ดี กำหนดจิตให้บริสุทธิ์ก่อนเจริญเมตตา

หลังจากนั่งสมาธิภาวนาเสร็จแล้ว ขอแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องการเจริญเมตตาอย่างง่ายๆ โดยให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ด้วยการกำหนดจิตมาที่มือขวา ยกมือขวา เคลื่อนมือขวา กำหนดยก...หนอ ไป...หนอ ไป...หนอ ไป...หนอ ไป...หนอ คว่ำ...หนอ (คว่ำมือวางบนหัวเข่า) วาง...หนอ หลังจากนั้นกำหนดจิตไปที่มือซ้าย กำหนดยก...หนอ ไป...หนอ ไป...หนอ ไป...หนอ ไป...หนอ คว่ำ...หนอ (คว่ำมือวางไว้ที่เข่า) วาง...หนอ

    วิธีการเจริญเมตตา ด้วยการกำหนดดูที่ต้นจิต ให้รวมจิตไว้ที่หัวใจเมื่อรวมจิตแล้วทำจิตใจให้เยือกเย็นบริสุทธิ์ ไม่มีเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นอยู่ในหัวใจ เราก็แผ่เมตตาให้บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ให้ลูกให้หลาน ให้ญาติ เพื่อน หากแผ่เมตตาให้กษัตริย์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ให้หงายมือขึ้นวางไว้บนเข่าก่อนแผ่เมตตา โดยต้องกำหนดจิตให้บริสุทธิ์และน้อมจิตนึกถึงใบหน้าของเขาคนนั้น แต่ก่อนที่จะน้อมจิตนึกถึงใบหน้านั้น เราต้องทำจิตใจให้เย็นสะอาดบริสุทธิ์ แล้วเราค่อยแผ่เมตตาจิตนึกถึงใบหน้าของเขา ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย เป็นกระแสจิตส่งไป เหมือนปล่อยน้ำไหลตามสายยางออกไป ภาวะกระแสจิตเช่นเดียวกัน เมื่อเราส่งกระแสจิตไปให้เขาเราต้องกำหนดจิตให้เห็นใบหน้าของเขาให้ชัดเจน เราจะยิ่งแผ่เมตตาได้มาก ใครทำจิตใจสงบและเบาสบาย ไม่มีอะไรขุ่นเคืองหมองใจ ยิ่งแผ่เมตตาได้ง่ายมากขึ้น อันนี้เป็นการแผ่เมตตาแบบธรรมชาติทั่วไปเป็นพื้นฐานการแผ่เมตตาพรหมปัญญา เมตตาพรหมวิหาร ถ้ามีโอกาส จะแนะนำอีกคราวหน้าต่อไป

วิธีการกำหนดลุก
    วิธีการลุกคือหลังจากเรานั่งบัลลังก์ ๑ เสร็จ ถามว่าจะนั่งบัลลังก์ละเท่าไร บัลลังก์ละกี่ชั่วโมง ถ้าเป็นคนที่เคยปฏิบัติมาแล้ว ขอแนะนำให้บัลลังก์ละ ๑ ชั่วโมงก่อน บัลลังก์ที่ ๒ นั่ง ๑ ชั่วโมง บัลลังก์ที่ ๓ นั่ง ๑ ๑/๒ ชั่วโมง ถ้าเคยผ่านบัลลังก์ ๔ ขยับไปตาม ขั้นตอน ผู้ปฏิบัติไม่ต้องหนักใจว่าฉันจะต้องตายแล้ว ส่วนผู้ปฏิบัติใหม่ อาจจะถามว่าฉันจะทำได้หรือเปล่า เราไม่ต้องคิดอย่างนั้น เราต้องนั่งบัลลังก์แรก ๓๐ นาทีง่ายๆ ให้ได้ก่อน พอนั่งเสร็จให้ออกมาจากบัลลังก์เหมือนขั้นตอนที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น พอกำหนดเสร็จ เราต้องมีสติอยู่เสมอเวลากำหนด เพราะเป็นการฝึกพื้นฐานของสติปัฏฐาน ซึ่งขั้นตอนนี้ยังไม่ละเอียดลึกเท่าไรนัก ยังคงเป็นกลางๆอยู่พอจะออกจากกรรมฐาน ให้เอามือจับส่วนที่มีอาการชาเมื่อมีอาการชา เราจะเอามือจับตรงไหนดีละ วิธีการคือเริ่มจากให้เอามือลูบส่วนที่มันชาแล้วให้จับนิ้วดูว่าเรากระดิกนิ้วได้หรือไม่ ถ้ากระดิกไม่ได้หรือยังมีอาการปวดอยู่ ให้เอามือไปจับเบาๆ แต่ต้องมีสติ หากตะคริวกินจะจับตรงนี้ไม่ได้ ให้ขยับที่ปลายนิ้วเท้า เพราะส่วนประสาททั้งหมดอยู่ที่นิ้วเท้า จับเท้าขยับ ยกหนอ ไปหนอ วางหนอ แล้วค่อยดูว่ายืนได้หรือไม่ เราจะรู้ด้วยตนเอง แล้วค่อยขยับหนอ ขยับหนอ การขยับนี้ทำอย่างไร นั่นคือผู้ปฏิบัติกรรมฐานต้องทำตนเป็นคนแก่ โดยกำหนดท้าว...หนอ(มือทั้งสองข้างท้าวกับพื้น) ขามันอยู่อย่างนี้(แยกขาออก) ออก...หนอ ขยับ...หนอ ออก...หนอ มันอยู่ท่านี้ กำหนดขึ้น...หนอ ขึ้น...หนอ ง่ายหรือไม่ ให้ทำตามขั้นตอนเช่นนี้ ขอให้ลองปฏิบัติดู พอทำเสร็จแล้ว หากจะเปลี่ยนบัลลังก์ เราเอามือจับแล้วมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเสมอ กำหนดจับ...หนอ ยก...หนอ ไป...หนอ วาง...หนอ วาง...หนอ มือของเรามาท้าว...หนอ ขามันอยู่อย่างนี้ คือ ถ้าเราดันขาขวาไป มันจะอยู่ไปข้างล่างเหมือนเดิม ขยับออกหนอ ออก หนอ มือท้าวกับพื้นและขยับส้นขึ้น กำหนดขึ้น...หนอ ขึ้น...หนอ ยืน...หนอ ทำให้ได้จังหวะและถอยเข้ามา โดยให้ผู้ปฏิบัติลองปฏิบัติอย่างนี้

วิธีการเดินจงกรม
    ในขั้นต่อไปเตรียมตัวยืนหนอ ๕ ครั้ง และกำหนดเดินหนอ ได้ทันที เริ่มต้นจากวิธีการเดินจังหวะที่ ๑ ในการเดินนั้นต้องดูเท้าให้ได้ปัจจุบันขององค์ภาวนา พอยืนหนอ ๕ ครั้ง กำหนดอยากเดินหนอ ๕ ครั้งแล้ว ก็เตรียมตัวเดิน โดยกำหนดขวา ย่าง หนอ จิตกำหนดจับขาขวา ถามว่ายกเท้าสูงไหม ให้ยกเท้าสูงเท่ากับตาตุ่ม เหมือน ยกของถวายอยู่ในหัตถบาส (ช่วงระยะห่างแค่ศอก) ถ้าสูงเกินตาตุ่ม ก็จะน่าเกลียดไป ยกเท้าขวา กำหนด ขวา...ย่าง...หนอ ยกเท้าซ้าย กำหนด ซ้าย...ย่าง...หนอ( กำหนดจิตจับเท้าที่จะย่าง สลับไปมา) ห้ามเปิดส้นเท้า เพราะถ้าเปิดส้นเท้าจะไปทับจังหวะอื่น เป็นการไม่มีสติ ความธรรมชาติจะเสียไป กำหนดซ้าย...ย่าง...หนอ กำหนดหนอคือเท้า เหยียบพื้นลงเต็มฝ่าเท้า เมื่อกำหนดขวา...ย่าง...หนอ พอลงคำว่าหนอเท้าแตะพื้นเต็มฝ่าเท้าลงพร้อมเสมอกัน หลังจากกำหนดการเดินเสร็จแล้ว เมื่อจะหยุดเดิน เราจะทำอย่างไร การจะหยุดนั้นจะกำหนดทีเดียวว่า ขวาหยุดหนอ หยุดครั้งเดียว เหมือนการเหยียบเบรค เมื่อหยุดหนอแล้ว กำหนดยืนหนอ ๕ ครั้ง เหมือนเดิมในข้างต้น โดยดูรูปยืนแล้วกำหนดอยากกลับหนอ จำนวน ๕ ครั้ง ดูวิธีการกลับ พอกำหนดกลับหนอ ๕ ครั้งแล้ว ลักษณะท่ายืนจะหันหน้าตรงทันที กลับจำนวน ๓ คู่ (๖ ครั้ง) และกำหนดยืน หนอ ๕ ครั้ง กำหนดอยากเดินหนอ ๕ ครั้ง กำหนดขวาย่างหนอ ซ้าย ย่างหนอ ตามลำดับจนครบกำหนดเวลา กำหนดอิริยาบถให้ได้จังหวะและให้ได้ปัจจุบัน




 

คอมเมนต์ 

 
+1 # ผู้ฝึกใหม่ ๒๕๕๖-๐๑-๒๑
ขออนุโมทนาเจ้าค่ะ อ่านแล้ว เข้าใจมากขึ้น เพราะตอนไปปฏิบัติ ท่านไม่ได้สอนละเอียด
ตอบ | ตอบโดยอ้างถึง | อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

การส่งความคิดเห็นของคุณ เราขอสงวนสิทธิ์เป็นดุลพินิจของทีมงานนะครับเพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง, แก้ไข, เพิ่ม, หรือลบความคิดเห็นของคุณเหล่านี้และบางส่วนของข้อตกลงการใช้งานได้ตลอดเวลา โดยขออนุญาตไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะครับ สำหรับท่านใดอยากแก้ไขคอมเม้นท์ตัวเองต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับถึงจะแก้ไขปรับแต่งได้

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


เมนูหลัก

Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/veeranon/domains/veeranon.com/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้592
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้934
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้4133
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว5461
mod_vvisit_counterเดือนนี้13049
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34160
mod_vvisit_counterทั้งหมด1304921

Your IP: 54.204.215.209
วันนี้ ๑๗ เม.ย. ๒๕๕๗

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช